วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ลิ่วสือซื่อจ่าง (64ฝ่ามือ) แบบวงกลม



โดยเหล่าซือ หลี่เว้ยตง
2/10/2554

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อินหยางปาผันจ่าง (Yin Yang Ba Pan Zhang)

วิชาอินหยางปาผันจ่าง (Yin Yang Ba Pan Zhang) หรือวิชาฝ่ามือแปดวงอินหยาง เป็นศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่งของจีน บ้างก็ว่าเป็นต้นกำเนิดของวิชาปากั้วจ่าง บ้างก็ว่าเป็นวิชาที่แยกแตกแขนงมาจากวิชาปากั้วจ่างของปรมาจารย์ต๋งไห่ชวนอีกที ซึ่งเรื่องนี้ยังหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าปาผันจ่างเป็นวิชาต้นแบบของปากั้วจ่างก่อนที่ปรมาจารย์ต๋งไห่ชวนจะพัฒนาเป็นปากั้วจ่างขึ้นมา

คำว่า ปาผัน (Ba Pan) หรือแปดวงนั้นหมายถึงการเคลื่อนที่อย่างอิสระของอวัยวะทั้ง 8 อันประกอบไปด้วย ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ สะโพก หัวเข่า ข้อเท้า อก และท้อง หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงท่าทางที่สำคัญทั้ง 8 ท่าในวิชาอินหยางปาผันจ่าง

กล่าวกันว่าอินหยางปาผันจ่างเริ่มต้นที่ปรมาจารย์ Dong Linmeng โดยปรมาจารย์ Dong Linmeng ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับ Xue Yonghe, Li ZhenQing และ Dong HanQing (ชื่อเดิมของปรมาจารย์ต๋งไห่ชวน) ต่อมาประมาณช่วงปี 1870 Li ZhenQing ได้กลับไปถ่ายทอดวิชานี้ที่เมืองเหวินอันบ้านเกิดและได้รับศิษย์ 3 คนคือ Liu Baozhen (ศิษย์คนแรกและต่อมาก็ไปฝึกปากั้วจ่างกับปรมาจารย์ต๋งไห่ชวน), Xiao Haibo (ผู้คิดค้นปาผันจ่างแบบวงแคบขึ้นมา) และ Ren Zhicheng ผู้ที่มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการเผยแพร่วิชาปาผันจ่าง เพราะได้ร่วมมือกับพี่น้องของเขาอีก 2 คนจัดพิมพ์หนังสือ อินหยางปาผันจ่าง ขึ้นมาเป็นครั้งแรกซึ่งก็ยังคงมีตีพิมพ์อยู่จนถึงทุกวันนี้


จิตวิทยาการต่อสู้ (Fighting Psychology) “ความได้เปรียบ” (ตอนที่ 2)

คำว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ดูเหมือนจะเหตุผลครอบจักวาลที่สามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมแปลกๆ ของมนุษย์ได้อย่างไม่รู้จบรู้สิ้น บ่อยครั้งที่เราพบว่ายักษ์ในสนามซ้อมมักจะกลายเป็นมดตัวเล็กๆ ในสนามแข่งจริง เหตุผลง่ายๆ ของเรื่องแบบนี้ก็ดูเหมือนจะต้องอธิบายว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เช่นกัน

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจก่อนว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมมนุษย์จึงต้องการการยอมรับจากสังคม” เรื่องแบบนี้จะเกี่ยวข้องกับความได้เปรียบในการต่อสู้อย่างไรเดี๋ยวเราจะได้รู้กัน

ระบบประสาทของมนุษย์ (อันประกอบไปด้วยตา หู ลิ้น จมูก และผิวสัมผัส หรือที่นัก NLP เขียนกันย่อๆ ว่า VAGOK) ถูกออกแบบมาให้รับข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้เกิดการรับข้อมูลนี้เราเรียกว่า “สิ่งเร้า” (Impulsion) เมื่อบรรดาข้อมูลต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาสู่ระบบประสาทสมองของเราจะนำเอาไปประมวลผลโดยเทียบกับความทรงจำเดิม ได้ผลออกมาก็คือสภาพอารมณ์แต่และช่วงขณะ และเป็นธรรมดาที่สุดหากข้อมูลแบบเดียวกันจะถูกตีความในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่นเห็นหมาตัวเดียวกันคนหนึ่งอาจจะชอบแต่อีกคนอาจจะกลัวก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละคนมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างกันนั่นเอง (อย่าลืมว่าการประมวลผลในสมองจะต้องใช้ข้อมูลเก่าหรือที่เรียกว่าประสบการณ์มาเป็นตัวแปรในการคำนวนผลด้วยเสมอ)

จิตวิทยาการต่อสู้ (Fighting Psychology) “ความได้เปรียบ” (ตอนที่ 1)

ขึ้นชื่อว่าการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นต่อสู้กันเชิงนามธรรมอย่างการต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามชีวิต ต่อสู้ในเชิงธุรกิจเพื่อความสุขความสำเร็จในชีวิต หรือการต่อสู้จริงๆ ประเภทหัดเท้าเข่าศอกจับทุ่มทั้งหลายทั้งปวง ในทางทฤษฏีแล้วมันก็ไม่ต่างกันนัก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้อย่างไร ลองขึ้นชื่อว่าต่อสู้แล้วนั่นหมายถึงว่าเราจะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ของเราให้จงได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ง่ายแต่นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องจะต้องทำ

การให้ได้มาซึ่งชัยชนะนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเรื่องภายนอก (เช่นตัวเล็กตัวใหญ่ ทุนหนาทุนน้อย) หรือเรื่องภายใน (เช่นสภาพจิตใจหรือกลยุทธต่างๆ) มีหลักง่ายๆ ว่าในการต่อสู้นั้น ถ้าใคร “ได้เปรียบ” คนๆ นั้นก็ย่อมมีแนวโน้มสูงว่าจะสามารถเอาชนะได้ ถึงแม้ว่าความได้เปรียบจะไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าการต่อสู้นั้นเราจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยที่สุดโอกาสชนะก็น่าจะเป็นของเรามากกว่าคู่ต่อสู้ก็แล้วกัน

แล้วทำอย่างไรที่เราจะสามารถครองความได้เปรียบเอาไว้ได้

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาวุธในวิชาปากั้ว

เมื่อพูดถึงอาวุธในวิชาปากั้วแล้ว ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ทั้งนี้ก็เพราะว่า
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธสั้นหรือยาว เดี่ยวหรือคู่ ล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธโบราณ อาวุธประหลาดที่หาดูได้ยาก
ทั้งสิ้น (อาวุธในวิชาปากั้วทั้งสั้นหรือยาว เดี่ยวหรือคู่ มีอยู่นับสิบชนิด)



ดาบปากั้ว (ดาบแปดทิศ) หรือปากั้วเตา เอกลักษณ์ก็คือขนาดและน้ำหนักของใบดาบที่ใหญ่โต
และมีน้ำหนักมากกว่าดาบทั่วไปมากจนบางครั้งก็เรียกว่าต้าเตา (ดาบใหญ่)
ในคลิปนี้คือ จ่วนเตาลิ่วสือซื่อ (ดาบหมุน64ท่า) โดยเหล่าซือหลี่เว้ยตง

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พื้นฐานของปากั้วจ่าง

อาจารย์ปู่ จั้นเสียนฝั่น (รุ่นที่ 4) สอนการเดินเสี่ยวปาจ่าง(แปดฝ่ามือเล็ก) ถ่ายที่จี๋หลิน ฉางชุน ประเทศจีน





วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทั่นปู้

การฝึกเดินทั่นปู้เป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการฝึกปากว้าจ่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ฝึกปากว้าจ่างในวันแรกหรือผู้ที่ฝึกปากว้าจ่างมานานนับสิบปีก็จะเว้นซึ่งการฝึกทั่นปู้นี้ไปเสียไม่ได้ การฝึกเดินทั่นปู้นี่นิยมฝึกกันตอนเช้า(เช้ามืด) ใช้เวลาการฝึกประมาณ 15นาที-1ชม.ตามแต่โอกาสสะดวก การฝึกเดินจะเป็นการเดินอย่างช้าๆและสงบ ยิ่งเดินช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ดังนั้นการฝึกเดินทั่นปู้จะเรียกว่าการฝึกเดินจงกลมเพื่อให้สะดวกต่อความเข้าใจของคนไทยเราก็ได้เพราะเป็นการเดินช้าๆ เพื่อฝึกสมาธิเหมือนกัน เพียงแต่การฝึกทั่นปู้มีการรูปลักษณะท่าร่างขณะเดินเอาไว้อย่างแน่นอนเพื่อประโยชน์ในด้านการฝึกความแข็งแรงของร่างกาย (ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกปากั้วเพื่อเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว) และการฝึกสติรู้ตัวตนว่าขณะนี้ร่างกายเราเป็นอย่างไร ถูกต้องตามหลักที่กำหนดหรือไม่

ประโยชน์ของการฝึกเดินทั่นปู้
การฝึกเดินทั่นปู้ในตอนเช้าจะให้ประโยชน์ต่อผู้ฝึกหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกำลังขา ฝึกการทรงตัว ฝึกสมาธิ ฝึกปราณ ฝึกจิตใจปล่อยวาง ฝึกการถ่ายเทน้ำหนักระหว่าเท้าทั้ง2ขณะก้าวเดิน รวมถึงฝึกการยืดเส้นสายในตัวอีกด้วย

ดังนั้นการฝึกทั่นปู้นอกจากจะเป็นฐานการฝึกศิลปะการต่อสู้แบบปากว้าจ่างที่ดีเยี่ยม(เปรียบเช่นการยื่นจั่นจวง ซานถี หรือหม่าปู้ในศิลปะมวยอื่นๆ)แล้ว แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของศิลปะการต่อสู้ก็ยังถือว่าเป็นการออกกำลังกาย และการฝึกทำสมาธิที่ดีมากอีกวิธีหนึ่ง เพราะช่วยทำให้ผ่อนคลาย จิตใจสงบผ่องใส อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงโดยที่ไม่หักโหม เสี่ยงต่อการบาดเจ็บในระหว่างการฝึกน้อยกว่ากายบริหารอื่นๆ อีกหลายชนิดอีกด้วย