วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จิตวิทยาการต่อสู้ (Fighting Psychology) “ความได้เปรียบ” (ตอนที่ 2)

คำว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ดูเหมือนจะเหตุผลครอบจักวาลที่สามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมแปลกๆ ของมนุษย์ได้อย่างไม่รู้จบรู้สิ้น บ่อยครั้งที่เราพบว่ายักษ์ในสนามซ้อมมักจะกลายเป็นมดตัวเล็กๆ ในสนามแข่งจริง เหตุผลง่ายๆ ของเรื่องแบบนี้ก็ดูเหมือนจะต้องอธิบายว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เช่นกัน

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจก่อนว่า “เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมมนุษย์จึงต้องการการยอมรับจากสังคม” เรื่องแบบนี้จะเกี่ยวข้องกับความได้เปรียบในการต่อสู้อย่างไรเดี๋ยวเราจะได้รู้กัน

ระบบประสาทของมนุษย์ (อันประกอบไปด้วยตา หู ลิ้น จมูก และผิวสัมผัส หรือที่นัก NLP เขียนกันย่อๆ ว่า VAGOK) ถูกออกแบบมาให้รับข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้เกิดการรับข้อมูลนี้เราเรียกว่า “สิ่งเร้า” (Impulsion) เมื่อบรรดาข้อมูลต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาสู่ระบบประสาทสมองของเราจะนำเอาไปประมวลผลโดยเทียบกับความทรงจำเดิม ได้ผลออกมาก็คือสภาพอารมณ์แต่และช่วงขณะ และเป็นธรรมดาที่สุดหากข้อมูลแบบเดียวกันจะถูกตีความในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่นเห็นหมาตัวเดียวกันคนหนึ่งอาจจะชอบแต่อีกคนอาจจะกลัวก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละคนมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างกันนั่นเอง (อย่าลืมว่าการประมวลผลในสมองจะต้องใช้ข้อมูลเก่าหรือที่เรียกว่าประสบการณ์มาเป็นตัวแปรในการคำนวนผลด้วยเสมอ)

และเนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (อีกแล้ว) ดังนั้นนอกจากสิ่งเร้าประเภทที่เป็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเช่นคน สัตว์ หรือสิ่งของแล้ว ความรู้สึกถึงสถาณะภาพทางสังคมจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลให้เกิดการตีความและนำไปสู่สภาพอารมณ์

เคยไปเดินเล่นในที่ๆ มีคนมากๆ หรือเปล่าครับ เช่นไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ลองนึกถึงว่าถ้าเกิดคนทั้งห้างอยู่ดีๆ หันมามองที่เราคนเดียวจะเป็นอย่างไร เราคงรู้สึกอึกอัดหรือกระอักกระอ่วนใจพิลึกโดยที่ความจริงแล้วเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขามองมาที่เราทำไม ...ปรากฏการนี่เรียกว่าแรงผลักดันโดยสังคม (Social Facilitation) มันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้ตระหนักว่าสังคม (หมายถึงคนอื่นรอบๆ ตัว) คาดหวังหรือกำลังจับจ้องมาที่ตัวเขาอยู่

ผลจากการวิจัยชี้ชัดว่าแรงผลักดันโดยสังคมนี้ช่วยให้งานง่ายๆ ประสบผลสำเร็จได้อย่างสวยงามและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และในทางจรงกันข้ามสำหรับงานที่มีความยากแรงผลักดันโดยสังคมนี้จะเป็นตัวเร่งทำให้ผลงานที่ได้ประสบกับความผิดพลาดมากยิ่งขึ้น เหตุผลของทั้งสองกรณีนั้นเหมือนกันคือ มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคมดังนั้นมนุษย์จึงต้องการยอบรับจากสังคม การทำงานหรือทำสิ่งใดก็ตามมนุษย์ต่างก็ต้องการได้รับความยอมรับทั้งสิ้น

สำหรับงานที่ง่ายเราจะแสดงความเชี่ยวชาญออกมาให้สังคมประจักษ์แจ้งในความสามารถและจะนำไปสู่ความยอมรับในที่สุด ในขณะที่งานที่ยากนั้นเราจะระมัดระวังและวิตกว่ามันจะผิดพลาดซึ่งอาจจะนำไปสู่การไม่ได้รับการยอมรับของสังคมจนในที่สุดก็พัฒนากลายเป็นการกดดันตัวเองจนไม่สามารถกระทำสิ่งนั้นๆ ให้สำเร็จไปได้โดยราบลื่น

ในความเป็นจริงนั้นความยากหรือง่ายในการทำสิ่งใดๆ ถูกกำหนดด้วยความมั่นใจ

สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นจะยากในขณะที่สิ่งที่ฝึกทำบ่อยๆ สิ่งนั้นจะง่ายเสมอไป ถ้าหากมั่นใจที่จะทำสิ่งใดๆ ก็หมายความว่าสิ่งนั้นง่าย หากไม่มีความมั่นใจแล้วก็หมายถึงว่าสิ่งนั้นยาก (แต่ที่ต้องเข้าใจอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะง่ายหรือยากนั่นไม่ได้เป็นตัวบอกว่าสิ่งนั้นจะสำเร็จหรือไม่อย่างไร) และเมื่อระบบประสาทตีความแล้วว่าสิ่งนั้นง่ายหรือยาก แรงผลักดันโดยสังคมก็จะทำงานของมันทันทีตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

ดังนั้นในการต่อสู้ใดๆ ก็ตาม (อย่าลืมว่าผมกำลังพูดถึงการต่อสู้รวมๆ ไม่ว่าจะสู้ชีวิต ธุรกิจ หรือกำลังชกต่อยกันจริงๆ) สิ่งที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราได้เปรียบก็คือ “ความมั่นใจ” เพราะความมั่นใจเท่านั้นที่จะเปลี่ยนพลังของแรงผลักดันโดยสังคมให้เป็นพลังด้านบวกที่เป็นประโยชน์ต่อเราได้

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความมั่นมาเป็นขุมกำลังของตัวเอง คำตอบก็คือประการแลกคือคุณต้อง “ฝึกซ้อม” มันเป็นหลังง่ายๆ ที่ว่ายิ่งฝึกซ้อมมาก ผ่านประสบการณ์ความยากลำบากมากความมั่นใจก็ยิ่งเกิด นอกจากนี้ยังอาจจะใช้การโปรแกรมระบบประสาท (NLP) ตัวเองเพื่อช่วยสร้างกลการตีความหมายใหม่ให้กับระบบประสาท ซึ่งก็คือสิ่งที่คนโบราณเรียกว่าการฝึกจิต หรือฝึกพลังภายในนั่นเอง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น